ในยุคที่สตาร์ทอัพไฮเทคผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดหลังฝนตก ซีรีส์ ซิลิคอนวัลเล่ย์ รวมพลคนอัจฉริยะ (Silicon Valley) คืออาวุธลับที่ล้อเลียนวงการนี้ได้อย่างถึงพริกถึงขิง ไม่ว่าจะเป็นความบ้าคลั่งของนักลงทุน การโกหกต่อยอด หรือมิตรภาพที่สั่นคลอนเมื่อเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ซีรีส์จาก HBO ที่สร้างโดยไมค์ จัดจ์ (ผู้สร้าง Beavis and Butt-Head) เปิดตัวในปี 2014 และจบลงด้วย 6 ซีซันที่เต็มไปด้วยมุกตลกและบทเฉียบคมที่สะท้อนโลกแห่งเทคโนโลยีได้อย่างน่าประทับใจ
เนื้อเรื่องย่อ (ไม่สปอยล์ตอนจบ)
เรื่องราวของ ริชาร์ด เฮนดริกส์ โปรแกรมเมอร์อัจฉริยะที่สร้างอัลกอริทึมการบีบอัดข้อมูลที่ล้ำสมัยขึ้นมาโดยบังเอิญ เขากับผองเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในบ้านของ เออร์ลิช บาคแมน เจ้าของธุรกิจที่ล้มเหลวแต่กลับเป็นกูรูด้านสตาร์ทอัพ ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัท Pied Piper ขึ้นมา ซีรีส์พาเราตะลุยโลกแห่งการระดมทุน การชิงไหวชิงพริบกับคู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่าง Hooli และอุปสรรคสุดเพี้ยนที่ถาโถมเข้ามา ทุกอย่างถูกเล่าผ่านมุมมองเสียดสีที่ทั้งตลกและเจ็บปวด
งานการแสดงและตัวละคร
ทีมนักแสดงของซีรีส์นี้คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ทุกอย่างลงตัว โทมัส มิดเดิลดิช ถ่ายทอดความเนิร์ดและความไร้เดียงสาของริชาร์ดได้อย่างน่าเอาใจช่วย ขณะที่ ที.เจ. มิลเลอร์ ในบทเออร์ลิชคือตัวโกงที่ขโมยซีนทุกครั้งที่ปรากฏตัว แซค วูดส์ ในบทจาเร็ดเนิร์ดสุดเพอร์เฟกต์ที่กลายมาเป็นหนึ่งในตัวละครที่ถูกใจผู้ชมมากที่สุด กุมาร นันเจียนี และ มาร์ติน สตาร์ ในบทไดเนชและกิลฟอยล์ คู่หูที่ทะเลาะกันตลอดแต่กลับเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ เคมีของทุกคนทำให้เรื่องราวมีชีวิตชีวาและสมจริง แม้จะเป็นการ์ตูนเกินจริงก็ตาม
งานกำกับ ภาพ และดนตรี
ไมค์ จัดจ์ ผู้กำกับและผู้สร้าง นำสไตล์การเล่าเรื่องแบบเสียดสีสังคมที่เขาเคยทำใน Office Space และ Idiocracy มาใช้ได้อย่างแนบเนียน งานภาพของซีรีส์เน้นความเรียบง่ายแต่มีลูกเล่นในการนำเสนอฉากที่ซับซ้อน เช่น การอธิบายเทคโนโลยีผ่านภาพที่เข้าใจง่าย ดนตรีประกอบโดย เจฟฟ์ คาร์โดนี และ ไมเคิล เอ. เลวีน สร้างบรรยากาศที่ทั้งตื่นเต้นและขบขันได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะธีมเปิดที่ติดหู
บทวิเคราะห์จากกองบรรณาธิการ
สิ่งที่ทำให้ Silicon Valley แตกต่างจากซีรีส์ตลกทั่วไปคือความแม่นยำในการเสียดสีโลกแห่งเทคโนโลยี ตั้งแต่การประชุมนักลงทุนที่ผู้บริหารพูดศัพท์เทคโนแบบไม่รู้เรื่อง ไปจนถึงวัฒนธรรมการทำงานที่โหดร้ายของสตาร์ทอัพ ซีรีส์ไม่กลัวที่จะชี้ให้เห็นความไร้สาระของอุตสาหกรรมนี้ ขณะเดียวกันก็ยังคงความบันเทิงและให้แง่คิดเกี่ยวกับมิตรภาพ ความทะเยอทะยาน และการต่อสู้เพื่อความฝัน ถึงแม้บางซีซันจะมีความตกต่ำบ้าง แต่โดยรวมแล้วเป็นหนึ่งในซีรีส์ตลกที่ดีที่สุดแห่งทศวรรษ
สรุป
Silicon Valley คือซีรีส์ตลกที่ควรค่าแก่การดูสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนในวงการเทคโนโลยีหรือคนทั่วไป เพราะหัวเราะกับความบ้าคลั่งของมนุษย์ได้ทุกยุคสมัย ถ้าคุณชอบซีรีส์เสียดสีสังคมแบบ The Office หรือ Veep คุณจะหลงรักเรื่องนี้แน่นอน
ภาพจากหนัง
👍 จุดเด่น
- +บทเสียดสีโลกสตาร์ทอัพได้อย่างแม่นยำและเฉียบคม
- +ตัวละครทุกตัวมีเสน่ห์และเคมีที่ลงตัว
- +มุกตลกมีทั้งแบบตลกโปกฮาและแบบมีชั้นเชิง
👎 จุดด้อย
- −บางซีซันอารมณ์ตกต่ำและเน้นดราม่ามากเกินไป
- −ตัวละครบางตัวถูกดรอปไปโดยไม่ได้รับการปิดท้าย
นักแสดงนำ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Silicon Valley มีทั้งหมด 6 ซีซัน รวม 53 ตอน (ตอนจบซีซัน 4 เป็นแบบตอนพิเศษความยาว 2 เท่า)
ไม่ใช่เรื่องจริง แต่ได้รับแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ของผู้สร้าง ไมค์ จัดจ์ ที่เคยทำงานใน Silicon Valley และจากสตาร์ทอัพจริงหลายแห่ง
เหมาะมาก เพราะซีรีส์อธิบายเทคโนโลยีด้วยวิธีที่ตลกและเข้าใจง่าย แม้คุณจะไม่รู้เรื่องคอมพิวเตอร์ก็ขำได้
ไม่สปอยล์ แต่บอกได้ว่าซีซัน 6 ตอนสุดท้ายให้ความรู้สึกที่สมบูรณ์และซาบซึ้งในแบบฉบับของซีรีส์